ในวันที่คนในโลกต้องก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ มารู้ตัวอีกที ก็มีคนมาบอกแล้วว่าเราอยู่ในยุคดิจิทัล หรือในมุมประเทศไทยเอง ที่ไม่ว่าคนหรือบริบทอื่นๆจะพร้อมหรือไม่ เราก็ได้ชื่อว่าอยู่ในประเทศที่มีถนนทุกสายมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 หลังจากรู้ตัวเช่นนี้แล้ว เราก็ได้รับรู้ว่าเกิดความท้าทายขึ้นมาอีกมากมาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่สร้างผลกระทบรุนแรงมากในหลายวงการ หนึ่งในนั้นคือ แวดวงการศึกษา
ความท้าทายหลักที่เกิดขึ้น คือ ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนรุนแรงและรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้ มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ตลาดยุคดิจิทัลและเข้ามาเสริม Innovation ecosystem ให้แข็งแรงได้อย่างไร
ต่อคำถามนี้ ฟาร์นาม จาฮาเนี่ยน ประธานบริหาร มหาวิทยาลัยคาร์เนกีร์ เมลลอน ได้ให้ความเห็นไว้บนเวที Weforum.org ถึง แนวทางของมหาวิทยาลัยจากประเทศต่างๆทั่วโลก ว่าควรต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันกับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งแบ่งออกเป็นประเด็นต่างๆได้ดังนี้

“ความหลากหลาย” คือ keyword ของทางเลือกทางรอดนี้
แนวทางที่สถาบันการศึกษาแต่ก่อนยึดถือ คือ เน้นทุ่มทรัพยากรไปยังสาขาวิชาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในเวลานั้น ซึ่งพอเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บุคลากรสาขานั้นๆ ก็จะล้นตลาดในเวลาต่อมา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสาขา STEM หรือมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นสร้างบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย STEM ย่อมากจากศาสตร์ 4 สาขา คือ Science, Technology, Engineering และ Math ซึ่งถูกนิยามว่าบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เอ่ยมานี้จะตอบโจทย์การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ทราบหรือไม่ว่าจากผลสำรวจของสำนักงานเศรษฐศาสตร์ในกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ล่าสุด พบว่าความต้องการบุคลากรสาขา STEM ในตลาดเริ่มลดลงอย่างมาก จากเดิมที่ต้องการสูงถึง 24% ในช่วงปี 2005-2015 ตอนนี้กลับมีแนวโน้มลดลงในช่วงปี 2014-2024 สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะ แม้ว่าสาขา STEM จะเป็นแกนหลักสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ แต่ยังขาดการรู้จักนำเอามุมมองหลากหลายหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อสร้างการเรียนรู้แบบบูรณาการ ครบ รอบด้าน และสมบูรณ์

พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ ด้วยกำลังคนที่มีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ
สืบเนื่องมาจาก ทุกวันนี้สังคมมีปัญหามากมายรอให้ไปช่วยกันแก้ไข หากมัวแต่นั่งรอโครงการจากภาครัฐและองค์กรใหญ่ ย่อมไม่ทันการณ์และแก่นของปัญหาก็ไม่ถูกขจัดออกไปเสียที ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นใหม่จึงมองหาหนทางเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยวิธีการของตัวเอง เกิดเป็นการรวมตัวทั้งในรูปของ Startup, Social Enterprise และอื่นๆ ซึ่งจะว่าไปการเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ด้วยมันสมองและสองมือของคนยุคนี้ที่มุ่งหวังว่าจะสร้างนวัตกรรมมาแก้ปัญหาต่างๆนั่นเอง
ดังนั้น หากเทรนด์การปรับตัวของคนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้ สิ่งหนึ่งที่สถาบันการศึกษาควรจะมีบทบาทอย่างยิ่ง นั่นคือ การเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อเป็นแนวคิดติดตัวผู้เรียน โดยปัจจัยนี้จะเปลี่ยนบทบาทของบัณฑิตจากผู้ใช้แรงงานในระบบเศรษฐกิจเป็นผู้ประกอบการที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการริเริ่มดำเนินโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์และขับเคลื่อนทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
โดยในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้บูรณาการวิชาส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการมากถึง 200 แห่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือเกิดบริษัท Startup มากกว่า 100,000 แห่ง มีนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นถึง 70% ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ชัดเจน
เช่น สามารถคิดค้นยาและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่า 200 ชนิด

บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่
ในยุคที่มีการแข่งขันรุนแรงในทุกด้าน โดยเฉพาะในแวดวงสถาบันการศึกษาเอง ปัจจัยที่จะทำให้สถาบันการสึกษานั้นอยู่รอด และส่งผลมาถึงการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจได้จริง นั่นคือ มหาวิทยาลัยต้องจับมือกับภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ หน่วยงานการกุศล หรือศูนย์วิจัย เพราะหากทำได้จริง จะไม่ใช่แค่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น ทว่า ภาคเอกชนทั้งหลายเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เช่น เงินทุน บุคลากร และเครื่องมือที่เหมาะสม สำหรับผลักดันให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจริงอยู่แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น การจับมือกันผลักดันนวัตกรรมระหว่างมหาวิทยาลัยกับ Corporate ยังให้ผลลัพธ์ที่ดีจนเป็นการปูทางที่ทำให้หลายๆ Corporate กล้าลงทุนมากขึ้น โดยจากสถิติขององค์การวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่าตั้งแต่ปี 2006 ถึงปี 2016 บริษัทธุรกิจเอกชนในทุกอุตสาหกรรมจะลงทุนทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นปีละ 5.5% และเพิ่มจาก 2,400 เป็น 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในเวลาแค่ 10 ปีที่ผ่านมา
อันเนื่องมาจากความตื่นตัวนี้ ทำให้ทุกประเทศในทวีปยุโรปตระหนักถึงผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงแบบติดจรวดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงตัดสินใจจจัดตั้ง สถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป (European Institute of Innovation and Technology) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภาคการศึกษา สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจในเครือข่าย 15 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป เพื่อหาจุดร่วมระหว่างความล้ำหน้าของเทคโนโลยีกับประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการประสานความรู้ข้ามสาขาวิชา ยกตัวอย่างเช่น
- วิชาปรัชญา สุนทรียศาสตร์ และจริยศาสตร์ที่จะช่วยให้นวัตกรรมพัฒนาไปถูกทาง
- วิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ สำหรับการวางแผน ขยายผลของนวัตกรรมให้ครอบคลุมภาพใหญ่
- วิทยาศาสตร์ประยุกต์และสังคมศาสตร์ที่จะเข้ามาร่วมออกแบบนวัตกรรมให้สอดคล้องกันทั้งผู้ใช้งานและเครื่องมือ
ทั้งนี้ คาดว่าการประยุกต์ศาสตร์และวิชาหลายแขนงนี้จะมีส่วนให้นวัตกรรมตอบโจทย์ภาพกว้างและลึกของสังคม นำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงกับสังคมได้จริง
ด้วยเหตุนี้ จึงนำสู่บทสรุปว่า มหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญที่จะเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาโลกและตอบรับกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะการเข้ามาของเครื่องมือดิจิทัลที่เปลี่ยนจาก “เศรษฐกิจฐานการผลิต” เป็น “เศรษฐกิจฐานความรู้” ในที่สุด
ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2018/01/4-ways-universities-are-driving-innovation
http://dv.co.th/uncategorized-th/how-university-creates-innovation-stem/
ที่มาของบทความและรูปประจำเรื่อง : https://www.salika.co/2018/05/07/stem-university/
